กัญชาเพื่อการแพทย์

กัญชาเพื่อการแพทย์ มีโทษและประโยชน์อย่างไรกันนะ?

ปัจจุบันกัญชา ได้เข้ามามีความสำคัญในทางการแพทย์เป็นอย่างมาก โดยหลายประเทศทั่วโลกได้มีการนำสารสกัด จากกัญชามาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ และถึงแม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์แล้ว แต่ก็ยังเป็นข้อถกเถียงถึงปัญหาการใช้กัญชาไม่ถูกวิธี และผู้หวังไม่หวังดีที่มีกัญชาไว้ครอบครอง เพื่อใช้ในจุดประสงค์อื่น  ดังนั้นวันนี้เราเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จัก “กัญชาเพื่อการแพทย์” ว่ามันมีโทศและประโยชน์อย่างไรบ้าง

กัญชาเพื่อการแพทย์

กัญชาเพื่อการแพทย์

คำว่า กัญชาเพื่อการแพทย์ ตามข้อมูลขององค์การอาหารและยาสหรัฐ หรือ FDA นั้นถูกตีความมาจากสารสกัดพื้นฐานจากพืชกัญชา เพื่อนำมารักษาผู้ที่มีปัญหาการเจ็บป่วยที่เข้าเงื่อนไขทางวิชาการ ที่มีการพัฒนาการวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งหลายประเทศได้พัฒนาและนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว

การมียาเสพติดประเภท 5 ในครอบครองเกินกว่ากฎหมายถือว่าผิดกฎหมาย

การกำหนดโทษตามกฎหมายยาเสพติด ไม่ได้หมายความว่า ผู้ใดจะสามารถครอบครองกัญชาหรือพืชกระท่อมได้ตามอำเภอใจ เนื่องจาก ใน มาตรา 26/2 ห้ามมิให้ผู้ใดจาหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต การกำหนดโทษแยกประเภทชัดเจนในการครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเพื่อทางการแพทย์ โดยที่การมีปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองมีปริมาณตั้งแต่สิบกิโลกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจะได้รับโทษสูงสุด

การศึกษาเรื่องกัญชาตำรับยาศุขไสยาสน์กับผู้ป่วยจิตเวช ของกรมสุขภาพจิต

กัญชาเพื่อการแพทย์

นับเป็นข่าวดีที่กรมสุขภาพจิต โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้เผยแพร่ต่อสื่อสารมวลชน ถึงทิศทางแนวนโยบายกรมสุขภาพจิตต่อกัญชา เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “เรารู้แล้วว่าสารสกัดในกัญชามีประโยชน์ สิ่งที่กรมฯ ดำเนินการอยู่มีสองส่วน คือ

1. เข้าไปขอร่วมในโครงการวิจัยทางการแพทย์ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำอยู่ขณะนี้ เพื่อต้องการทราบว่าการใช้สารสกัดกัญชาเพื่อรักษาโรคหนึ่ง ๆ นั้น มีผลกระทบกับโรคทางจิตเวชอย่างไรหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้กัญชาในเมืองไทยยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เลยไม่ได้มีการเก็บข้อมูลทางด้านจิตเวชมากเท่าที่ควร

2. กรมฯ จะศึกษาเรื่องการใช้สารสกัดกัญชารักษาอาการสั่นเรื้อรังรักษาไม่หาย ที่เป็นผลมาจากการใช้ยารักษาโรคทางจิตเวชสมัยก่อน และร่วมศึกษาตำรับยาศุขไสยาสน์กับผู้ป่วยจิตเวช ช่วยเรื่องการนอนหลับ เป็นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ”

กัญชาถูกนำมาใช้ในการทำให้นอนหลับในอดีตของไทย

กัญชาเพื่อการแพทย์

สำหรับยาแผนไทยโบราณ มีบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยาว่า การมีกัญชาผสมอยู่นั้นรู้กันมานานหลายร้อยปี สามารถช่วยการนอนหลับได้ แต่ก็ไม่ได้ผสมให้มากจนเกิดอาการหวาดกลัวหรือออกฤทธิ์ทางจิตประสาท มึนเมา ปวดศีรษะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าตำรับยาไทยที่มีส่วนผสมกัญชานั้น มักจะผสมพริกไทยเพื่อขับลมออกประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือ มักจะทำให้เกิดความสุขหลังการใช้ตำรับยาที่ผสมกัญชา อีกทั้ง ยังมีความปลอดภัยในระดับทูลเกล้าฯถวายพระมหากษัตริย์สยามมาช้านานแล้ว จึงถือเป็นตำรับยาที่เก่าแก่ที่สุดที่เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยอยุธยา ดังที่มีปรากฏในคัมภีร์ธาตุพระนารายน์ อยู่ 2 ตำรับ หนึ่งในนั้นคือ”ยาศุขไสยาสน์” ส่วนอีกตำรับนั้น ไม่ขอแนะนำเนื่องจากมีส่วนผสมของฝิ่นที่เป็นสารเสพติดผิดกฎหมาย

ความตื่นตัวของประชาชนที่มีต่อกัญชา

เร็วนี้มีข้อมูลสำรวจเผยแพร่ทางสื่อหนังสือพิมพ์ โดยได้กล่าวถึงผลสำรวจการรับรู้ของประชาชนต่อ พ.ร.บ ยาเสพติดใหม่ 2562 นี้ จากการเผยแพร่ผลสำรวจนิด้าโพลเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2562 นี้พบว่า ประชาชนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทั่วทุกภูมิภาคจำนวนทั้งสิ้น 2058 ตัวอย่าง ผลสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 82.07 พบว่า พอทราบ และร้อยละ 17.93 ระบุว่า ทราบดีเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากกัญชาและกระท่อมเพื่อการแพทย์ ส่วนการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของกัญชาสามารถนำมาเป็นยารักษาโรคได้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.56 พอทราบว่ากัญชามีประโยชน์ในด้านการแพทย์ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 1.60 ที่ไม่เคยทราบเลย เมื่อถามความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการนำมาใช้เพื่อทางราชการแพทย์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 86.30 เห็นด้วยที่มีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม การนำพืชกัญชาโดยตรงมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการรักษานั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ต้องใช้อย่างระวัง และต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากสารเคมีในกัญชามีองค์ประกอบกว่า 750 ชนิด ทั้งส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษ ดังนั้น การสกัดกัญชาเพื่อผลการรักษาจึงต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญการแพทย์เท่านั้น (ประมาณว่าคนทั่วไปพึงระวังข้อจำกัดบางประการ ทั้งนี้ทั้งนั้น ยารักษาโรคในโลกนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ย่อมมีทั้งผลทางการรักษา ผลข้างเคียง ข้อควรระวัง และอื่น ๆ ที่ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่นกัน)

ความตื่นตัวเรื่องกัญชาในประเทศไทยนั้นได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างยิ่ง นับจากที่ พ.ร.บ. ยาเสพติด ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ได้มีผลบังคับใช้ เมื่อต้นปี กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อเปิดทางให้มีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุข และกรมสุขภาพจิตเองต่างได้หันมาให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อการนำประโยชน์ของกัญชามาให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการแพทย์ด้านจิตเวช และมีการควบคุมดูแลปัญหาข้างเคียงอย่างเหมาะสมตามหลักการวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือต่อไป ขณะเดียวกัน การถือครองในปริมาณตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อการรักษาทางการแพทย์ และต้องได้รับอนุญาตให้ครอบครองจากผู้มีอำนาจอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น แปลว่า ไม่สามารถถือครองได้อย่างเสรี อยู่ในการควบคุม และมีโทษตามกฎหมาย

และทั้งหมดนี้ก็คือ “กัญชาเพื่อการแพทย์ กับโทษและประโยชน์ที่ทุกคนควรรู้แม้ว่ากัญชาจะเป็นประโยชน์ในด้านการรักษาโรค แต่ถ้าหากถูกใช้ในปริมาณที่เกินความจำเป็นที่ร่างกายรับไหว นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้ว ยังสามารถเกิดอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์จากกัญชาทุกครั้ง

อ่านบทความเพิ่มเติม

ป้ายกำกับ: